เจาะลึกเบื้องหลังการพัฒนา AI ที่จะปฏิวัติการออกแบบภายในกับ ‘พารวย’ CEO จาก Spacely AI

Twitter
LinkedIn
Facebook

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้ AI ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเราในหลาย ๆ ด้าน

เพราะฉะนั้นในวันนี้ ผู้เขียนจะพาทุกคนมาพบกับบทสัมภาษณ์ของพี่ ‘พารวย อันอดิเรกกุล’ Chief Executive Officer จาก Spacely AI ที่ได้พัฒนาอีกหนึ่ง Generative AI เพื่อช่วยทั้งคนที่อยู่ในสายงาน Interior Design และคนทั่วไปที่กำลังประสบปัญหาการตกแต่งภายในบ้านของตัวเอง

spacely-ai-CEO




ถ้าพร้อมแล้ว เราไปรู้จักกับ Spacely AI และพี่พารวยกันเลย 🙂










Vision ของ Spacely AI คืออะไร และเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ต้องเข้าใจก่อนว่า Spacely AI เป็น Startup ที่ยังมีอายุไม่ถึง 1 ปีเลย เราพึ่งเริ่มมาได้ประมาณ 6 – 7 เดือน บวกกับเราเจอ Pain Point มาหลายจุด เพราะฉะนั้น Vision ในตอนนี้อาจจะยังไม่ได้ชัดเจนมากนักเพราะมันจะมีการปรับเปลี่ยนในอนาคตอีกแน่นอน 

หลัก ๆ มีไว้สำหรับ Interior ซึ่งคนทั่วไปก็สามารถใช้ได้ แต่ที่แน่ ๆ คือเราอยากเป็น Platform หรือ Tools ที่จะช่วยทั้ง Interior Designer และ Architect ไม่ว่าจะเป็น Freelance หรือคนที่ทำงานในองค์กรต่าง ๆ ก็ตาม เราต้องการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับคนเหล่านี้ ให้สามารถปิดลูกค้าได้เร็วขึ้น 

ภาพจาก Spacely AI Facebook Page




เรื่องราวที่มาที่ไปก่อนจะกลายมาเป็นแพลตฟอร์ม Spacely AI ในวันนี้

ตั้งต้นมาคือเรารู้ปัญหาว่าเวลาคนพึ่งซื้อบ้านใหม่มักจะได้บ้านเปล่า แล้วคนเหล่านั้นก็ต้องเข้าสู่กระบวนการหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น การ Move-In การตกแต่งบ้าน หรือการติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งถ้าหากไปจ้าง Interior Designer ก็แพง และเราก็ไม่รู้ว่าสามารถไว้ใจเค้าเรื่องคุณภาพได้มากแค่ไหน แถมอาจจะใช้เวลานานด้วย กว่าจะตกแต่งทุกอย่าง อย่างน้อยก็ 3 – 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งหลายครั้งเราเองจะต้องไปดูที่บ้านอยู่เป็นระยะ 





ทำยังไงเราถึงจะลดเวลาตรงนี้ได้ เพราะการ Move-In เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการอยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตที่ดี?”




สมมติอยู่ไป 5 หรือ 10 ปีแล้วเฟอร์นิเจอร์เก่าก็ต้องเกิดการปรับเปลี่ยนระดับหนึ่ง หรือเรามีครอบครัวแล้วบางคนลูกเริ่มย้ายออกไปทำงาน มันมีหลายเหตุที่ทำให้การตกแต่ง การ Renovate บ้านเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะสุดท้ายในช่วงหนึ่งของชีวิตเราก็ต้องเจอกับ Lifestyle แบบนี้อยู่ดี





ดูเหมือนจะเป็นการพัฒนามาจากปัญหาของคนทั่วไป แต่ตอนนี้โฟกัสที่สายงาน Interior Design?

Pain point เริ่มต้นมาจากคนที่ซื้อบ้านก็จริง แต่มันเปลี่ยนเพราะคนซื้อบ้านมักจะมีหลายตัวเลือก และส่วนมากก็เลือกที่จะตกแต่งเองเพราะมันมีบริการ เช่น IKEA เข้ามา เค้าอาจจะลองแต่งเองก่อนแล้วค่อยมารู้สึกทีหลังว่ามันไม่ได้สวยตามที่ใจต้องการ สุดท้ายก็อาจจะจ้าง Interior Designer อยู่ดี เราเลยย้ายมาโฟกัสว่าทำยังไงให้ Interior Designer เสนอหลาย ๆ อย่างกับลูกค้าได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอนาน ไม่ต้องเสียตังเยอะ 

ช่วงต้นของการพัฒนา เราไปสัมภาษณ์เจ้าของบ้านที่กำลังย้ายเข้าบ้านเป็น 20 – 30 คนเลย เราไปสัมภาษณ์ Interior Designer ประมาณ 20 – 30 คนเหมือนกันแล้วค่อยมาสังเกตุดูว่าเค้า Pain ตรงไหนในการทำงาน จนเกิดมาเป็นไอเดียหนึ่งก็คือ เขา Pain ในช่วงที่เขาาเรียกว่า Render 

Render คือ การเติมสี เติม Texture ลงบน 3D Models ให้ภาพดูมีชีวิตชีวา ซึ่งมันต้องใช้ Program ที่หนัก และมี Processing Power ค่อนข้างเยอะ มันหนักจนบางครั้งต้องรอประมาณ 4 ชั่วโมงเพื่อให้ได้ภาพเดียว เราเลยกลับมามองว่าสมัยนี้มันมี Generative AI ที่ช่วยเร่งตรงนี้ได้จาก 4 ชั่วโมงเหลือ 1 นาที ทำให้บางคนถึงขั้นเอาไปใช้ต่อหน้าลูกค้าได้ ลูกค้าชอบแบบนี้มั้ย ถ้าชอบก็จะเอาไปลงรายละเอียดต่อได้เลย เราเริ่มจากตรงนั้นแล้วทำมาเป็น MVP เพื่อทดสอบตลาดก่อนว่ามีคนมาใช้มั้ย 

ภาพจาก Spacely AI




ระหว่างการพัฒนา มีอะไรยากเนื่องจากสภาพแวดล้อมของประเทศไทยบ้างมั้ย

Users ไม่สนใจหรอกว่าเราใช้ Technology อะไรอยู่เบื้องหลังมาแก้ปัญหาของเขา ตราบใดที่เราแก้ปัญหาของเขาได้ดีกว่า Alternative Solutions ที่เขามี คิดว่าเขาน่าจะโอเคแล้ว อีกอย่างคือ AI มันค่อนข้าง Global มันมี Resource ที่เราสามารถไปดึงมาใช้ได้ถึงแม้ว่าอาจจะต้องเอามา Fine-Tune เพิ่มเติมแต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาขนาดนั้น

ปัญหาหลัก ๆ จะเป็นเรื่องคนโดยเฉพาะ Capability ของคนในการไปหา Technology ที่เหมาะสม ไป Curate มาว่าวิธีไหนเหมาะกับ Use Case อะไรแล้วเอามาทำให้เป็น Product ที่แก้ Pain Point ของเรา 





แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้ Spacely AI แตกต่างจาก Interior Design AI อื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกัน

อันดับแรก คือ เรื่องคุณภาพของภาพ ที่ออกมา เราค่อนข้างมั่นใจว่าเราแม่นยำกว่าหลายเจ้า ที่ยังเจอปัญหาเรื่องเปลี่ยนประตูเป็นหน้าต่าง เปลี่ยนหน้าต่างเป็นกระจก ซึ่ง AI ของเราถูก Fine-Tune ด้วย Data ของเราจนทำให้มันแม่นยำตรงนี้มากขึ้นได้

ถัดมา คือ เราเน้นการให้คนสามารถเอาไปใช้ได้จริง แต่งรูปนี้มาถ้าชอบก็จะหาซื้อเฟอร์นิเจอร์ตามนี้ได้เลย รู้ราคา รู้งบประมาณ ซึ่งมันก็อาจจะต้องเวิร์คกันเยอะหน่อยในการหาราคาหาข้อมูลมาโชว์ให้กับ User ได้ เพราะแค่แต่งภาพมันไม่จบ

ภาพตัวอย่างการหาซื้อเฟอร์นิเจอร์จาก ‘Furniture Warehouse’ Feature









ตัวอย่าง Feature(s) ที่โดดเด่นของแพลตฟอร์ม Spacely AI ในปัจจุบันในมุมของพี่พารวย

คิดว่าตัว Render น่าจะเป็น Highlight ที่หลาย ๆ คนชอบแล้วมาซื้อมาใช้ เราทำได้ดีและแม่นยำ อีกอันคือเราเริ่มปรับแก้ให้มันเข้าไปใน Workflow ของ Interior Designer สมมติเค้าทำ Sketchup มาเป็นคาเฟ่ แต่ยังไม่ได้ใส่ที่นั่งหรือตกแต่งไฟ เค้าก็แค่ต้อง Snapshot ภาพนั้นออกมาใส่ Spacely แล้วก็ Drag-and-Drop ตัวที่นั่งและไฟให้ AI มัน Render ไอเดียไปเรื่อย ๆ แถมเรายังสามารถหาได้ว่าตัวไฟตัวที่นั่งพวกนั้นหาซื้อได้ที่ไหนในราคาเท่าไร คิดว่านี้เป็น Use Case ที่น่าสนใจมาก ๆ 

ลิสต์รวม Feature ต่าง ๆ ใน Spacely AI




คิดว่าสิ่งที่ท้าทายที่สุดในการพัฒนา AI Product ตัวนี้คืออะไร





บางทีสิ่งที่เราทำมา 6 เดือนอาจจะกลายเป็นล้าหลังไปแล้วก็ได้




ความท้าทายในการพัฒนาสุดท้ายก็เป็นเรื่องคนและ User Behavior เพราะโปรแกรมที่ Interior Designer ใช้มันมีมานานมาก เค้าใช้มา Over Their Lifetime แบบพี่สอนน้องต่อกันมาเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นการที่จะไปเปลี่ยนพฤติกรรมพวกนี้มันยากมาก มันเลยกลับมาเป็นข้อเสียของ Spacely ว่าเรายังพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ แต่เรายังต้องประโยชน์ได้มากกว่านี้อีกเค้าถึงจะยอมเปลี่ยน ตอนนี้มันก็ทำได้ดีในระดับหนึ่งแต่ยังไม่สุด 

เรื่อง Data Privacy เรื่องภาพที่ได้ออกมาจาก AI ก็เป็นอะไรที่ท้าทายเหมือนกัน แต่มันก็กลับมาเรื่องคนเรื่ององค์กรว่าเราเปิดโอกาสให้เขาลองผิดลองถูกได้มากแค่ไหน บางทีเราอาจจะ Research ไปตั้ง 3 เดือน 6 เดือนแล้วไม่ได้ผลลัพธ์ด้วยซ้ำ ตรงนี้ค่อนข้างซับซ้อน เราเลยต้องยืดหยุ่นด้วยว่าไม่ว่าอะไรใหม่ ๆ จะออกมา เราต้องปรับเปลี่ยนไปใช้มันได้ทันที เพราะ AI มันไปไวมาก บางทีสิ่งที่เราทำมา 6 เดือนอาจจะกลายเป็นล้าหลังไปแล้วก็ได้










จากมุมมองของพี่พารวยในฐานะ CEO คิดว่าสายงานที่เกี่ยวกับ AI มีเสน่ห์อะไรที่แตกต่าง น่าสนใจ และอาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างในอนาคต

สำหรับมุมพี่ พี่ไม่เคยมองว่าตัวเองทำ Startup ด้าน AI พี่มองว่าเราทำ Startup ที่นำเอา Technology ไม่ว่าจะ AI หรืออะไรก็ตามมาตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าถามว่าต่างจากทั่วไปยังไงก็ต้องตอบว่า AI มีเป็น Technology อย่างหนึ่งที่ทำได้ดีกว่าคนมานั่งทำ Manually อยู่แล้ว แต่ถ้าในอนาคตมันมีอะไรที่ทำงานได้ดีกว่า AI เราก็คงจะย้ายไปใช้ตรงนั้น

ภาพจากโพสต์ใน Spacely AI Facebook Page




แล้วคิดจุดที่ยากในการดูแลภาพรวมของ AI Product คืออะไร

ไม่ได้รู้สึกว่าการดูแล Product ตัวนี้ยาก เพราะตราบใดที่เราสร้าง Value ให้กับคนได้ก็จบ สิ่งที่ยากคือการไปหาคนมา แล้วเรามั่นใจที่จะไปลงทุน Resource ลงทุนเวลาตรงนั้นได้มากน้อยแค่ไหน ปรับเปลี่ยนได้เร็วมากแค่ไหน










คิดว่า Product Manager ในสายงาน AI มีความแตกต่างจาก Digital Product ทั่วไปอย่างไร

สำหรับ Product manager ในด้านนี้ คิดว่าในมุมนึงถ้าเรามี Technical Background ก็จะได้เปรียบกว่าคนอื่น แต่สำหรับ PM in General คือเราควรจะต้องมี Curiousity อยู่แล้วในการหาอะไรใหม่ ๆ เราควรจะต้องชอบในสายใน Industry ที่เราทำ 

สมมติถ้าในสาย AI เราต้องตามพวก Stability AI พวก OpenAI ตลอดว่าทีมเขาทำอะไรอยู่ เขามีอะไรใหม่ออกมาบ้าง เพราะทุกอย่างที่ออกมามันอาจจะ Disrupt แล้วเปลี่ยนทุกอย่างหมดเลย แล้วแน่นอนว่าต้องมี Flexibility ใน Mindset ให้มาก ยิ่งถ้าเรามาด้วยแนวคิดที่จะทำโปรเจค AI นี้นาน 10 ปีและคาดหวังให้บริษัทเรามี Data พร้อมในการทำ แบบนี้อาจจะเป็นความคาดหวังในเชิงอุดมคติมากเกินไป

ยกตัวอย่างเช่นในองค์กรพี่ Spacely AI เราไม่ได้แบ่งว่าต้องเป็นสาย Developer หรือสาย Data ที่จะพัฒนาตัว AI เพราะเราโฟกัสเรื่องการสร้าง Product ให้ Users เพราะฉะนั้นทุกคนก็จะมีความเข้าใจและค้นคว้าเรื่อง AI อยู่แล้ว ไม่ว่าจะมี background แบบไหนมาก็จะถูก Encourage ให้ไปดูเรื่อง AI อยู่ดี





คำแนะนำถึงคนที่กำลังสนใจเป็น Product Manager ในสาย AI





“เราไม่จำเป็นต้องมี Website ที่สวยที่สุด เราแค่ต้องมี Functional Working Product ที่คนเอาไปใช้แล้วได้ Value”




ใครที่กำลังอยากจะเป็นหรือเข้ามาสายนี้ เราต้องมั่นใจว่าสิ่งที่เราจะสร้าง Benefit ต่อตัวธุรกิจยังไงเป็นอันดับแรก สมมติเราจะสร้าง Feature นี้คือเราจะสร้างแค่เพราะ อยากให้มันมี หรือ มันจำเป็นต้องมี เพราะว่า Learning ที่ได้มา คือ เราไม่จำเป็นต้องมี Website ที่สวยที่สุด เราแค่ต้องมี Functional Working Product ที่คนเอาไปใช้แล้วได้ Value คิดว่าการหา Value ต้องชัดด้วย และเราต้องเป็นคนที่กล้าลงไปคุยกับ Users แล้วลงลึกเก็บ  Insight กับ Conversation นั้นให้ได้มากที่สุด










ส่งท้ายจากผู้เขียน 🙂

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณพี่พารวย อันอดิเรกกุล ที่ให้เกียรติมาสัมภาษณ์ แชร์ประสบการณ์ และให้ความรู้เกี่ยวกับ AI product นะคะ สำหรับใครที่อยากติดตามว่า ‘Spacely AI’ เป็นอย่างไร สามารถกดเข้าไปทดลองใช้กันได้ที่ https://www.spacely.ai/ กันได้เลย

นอกจากนี้ ขอขอบคุณพี่เซปที่เปิดโอกาสให้พวกเรานิสิต/นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้คอร์ส Intro to Product Management จาก Skooldio และมีส่วนร่วมในการสร้างบทความในพื้นที่ของ PM Corner นี้นะคะ 🙇🏻‍♀️










และหากคุณชอบคอนเทนต์นี้ และอยากฟังเรื่องราวจาก Product Manager คนอื่น ๆ เพิ่มเติม อย่าลืมกดติดตาม PM Corner ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้ได้เลย 🤩

Twitter
LinkedIn
Facebook
Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments
SUBSCRIBE FOR UPDATE

Join our community and start growing together