หากคุณรู้สึกว่าตอนนี้มีคอนเทนท์แนวๆ Product Management 101 หรือเพิ่มทักษะ PM ของคุณเยอะแล้ว…
แต่สมมติถ้าเราเป็น PM คนหนึ่งที่สกิลก็ อื้ม..โอเค มีความรู้ PM ประมาณนึงแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือ เราจะ shine ได้อย่างไร? เราจะทำอย่างไรเพื่อให้ Recruiter หรือบริษัทที่เราอยากไปทำงานด้วยมองเห็นเรา? และอาจไปจนถึงการชักชวนเราไปทำงานด้วย หรือที่เรียกว่า ‘หางานยังไง ให้งานมาหา’ นั่นเอง

ส้มเองก็เป็น Product Manger คนนึงที่มีคนมาหยิบยื่นโอกาสงานให้บ่อยๆ ทั้งจากคนที่เป็น Recruiter หรือคนที่เป็น Product Lead ในบริษัทนั้นๆ มีวันนึงที่ลอง Reflect กับตัวเองว่า ‘ทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้น?’ เพราะก็เราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเก่งขนาดนั้น ทำงานในวงการนี้ก็ 2 ปีกว่าๆ เอง จนพบว่ามันน่าจะมาจากสิ่งต่างๆ ที่เราทำ ที่มันช่วย shape ความเป็นเราในบทบาทของ Product Manager นี้
ทั้งหมดที่เราจะเล่าต่อไปนี้มาจากประสบการณ์จริงของเราเอง และ เราคิดว่าทุกคนสามารถนำมันไปใช้ได้ (โดยไม่ได้จำกัดแค่สายงาน PM ด้วย)👇
‘Stop begging, start magnetizing’
ให้งาน Product Manager ที่เราใฝ่ฝัน เป็นฝ่ายตามหาเราจนเจอด้วยเคล็ดลับเหล่านี้ เพื่อช่วยดึงดูดโอกาสในสายงานนี้ให้เข้ามา โดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยเป็นฝ่ายวิ่งไล่ตามมันเอง
#1 – Start Strong : เริ่มต้นอย่างแข็งแกร่ง
ข้อแรกที่ต้องทำและจำเป็นที่สุดคือ เราแนะนำให้พูดคุยกับตัวเองก่อน เริ่มต้นจาก self-awareness ง่ายๆ ถ้าคนที่ใหม่มากๆ ถามตัวเองก่อนก็ได้ว่า Product Manager นี่ใช่งานที่เราอยากทำจริงๆ ไหมนะ แล้วถ้าใช่ PM แบบไหนที่เราอยากเป็น บริษัท/Industry แบบไหนกันนะที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นอยากจะเข้าไปทำ อยากให้คุยกับตัวเองเยอะๆ แล้วลองขีดเขียนหรือพิมพ์สิ่งที่เราอยากจะเป็นอยากจะไปในหัวออกมา
เมื่อเรารู้แล้วว่าเราอยากจะทำอะไร การตั้งคำถามและคุยกับตัวเองบ่อยๆ แบบนี้ มันจะบังคับให้เราต้องหาข้อมูลและได้เรียนรู้เกี่ยวกับงาน Product Manager ที่เราสนใจไปในตัว
เมื่อเรามีทั้งสิ่งที่เราได้พูดคุยกับตัวเองมาอย่างดี บวกกับข้อมูลเกี่ยวกับสายงานที่แน่นประมาณนึงแล้ว ถัดไปเราแนะนำให้กางมันออกมา เพื่อที่เราจะได้เห็นภาพตัวเองว่าตอนนี้อยู่ตรงไหน ต้องเดินไปทางไหนต่อ มันช่วยแพลน Career Path ของตัวเราในสายงานนี้แบบคร่าวๆ เราคิดว่าข้อนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่เราคิดว่า PM ทุกคนควรทำ แม้แต่คนที่เป็น PM มาสักพักแล้ว เราก็แนะนำให้ Revisit ตัวเองบ่อยๆ คอย Check Up ว่างานที่ทำอยู่ตอนนี้เป็นยังไง จะไปกับมันต่อไหม หรือ เราสนใจด้านอื่นมากกว่า ก็จะได้รู้และปรับตัวเองกันไป

‘I want to design the world I want to live in’ เหมือนเป็นโน้ตที่เราพูดกับตัวเองเรื่อยๆ เป็นสิ่งที่ยึดประจำใจ คือเราคิดว่า Product Manager ก็คืองานนึงที่เราได้ออกแบบ ได้แพลนโลกของ Business domain นั้นที่เราอยากให้เป็น อย่างปัจจุบันเราทำ FinTech ถึงมันจะฟังดู Business มากๆ แต่เรากลับคิดว่างานของเราอีกมุมนึงคือการ Enhance Financial Well-being ของคนไทยเหมือนกัน
เรากำลังแก้ปัญหา เราทำเรื่องที่ดีอยู่ เรากำลังมีส่วนช่วยในการออกแบบโลกที่เราอยากอยู่นะ 🙂
#2 – Know Your Worth : รู้จักคุณค่าตัวเอง
ชวนทุกคนค่อยๆ มองเข้าไปถึงตัวตนของเรา สำรวจคุณค่าของเรา ทำความรู้จักว่าจริงๆ แล้วเราเป็นใคร อะไรคือพลังวิเศษของเรากันนะ เรามีทักษะมีความสามารถอะไรที่เชื่อมโยงไปถึงงาน PM ที่เราอยากทำ นึกถึงงานที่เราเคยทำมา โปรเจคที่เราภูมิใจ Achievement ต่างๆ ก็นำมาเขียนได้เช่นกัน
เมื่อเราได้ค้นพบตัวเอง ได้รู้จักว่าคุณค่าอะไรในตัวเราที่เราจะมอบให้งานนี้ได้บ้าง จดจำสิ่งเหล่านั้นไว้ดีๆ เราอยากให้ทุกคนลองเขียนมันออกมา จะเป็น Bullet ง่ายๆ ก็ได้ ไว้คอย Remind ตัวเองว่า เราก็มีดีของเรานะ และมันก็มีประโยชน์กับงาน PM ที่เราอยากทำด้วย
และเมื่อวันไหนที่พร้อมแล้วค่อยนำไปเรียบเรียงใส่ Linkedin หรือ CV อีกที ที่สำคัญอย่าลืมปรับ CV (และ Cover letter ถ้าเขาขอ) ให้แตกต่างกันในแต่ละงานที่สมัครไปด้วย เพราะแต่ละงานก็มีรายละเอียดไม่เหมือนกัน แต่ละบริษัทก็มีสิ่งที่เขาอยากรู้จักเราไม่เหมือนกัน (ตอนช่วงหางานครั้งล่าสุด เราทำไว้ 10 กว่าแบบแตกต่างกัน ตามบริษัทที่หย่อนใบสมัครไปเลย)

#3 – Activate Your LinkedIn Superpower : ใช้ LinkedIn ให้เป็นประโยชน์
LinkedIn ไม่ใช่แค่ shelf ที่ตั้งโชว์ข้อมูลการทำงาน หรือบอก achievement ของเราเท่านั้น…
เราจะบอกว่า Linkedin มันเป็นแพลตฟอร์มที่พิเศษมากกว่านั้นค่ะ อยากให้คิดว่ามันเหมือน Billboard ที่ Time Square แล้วมันเป็น Billboard ที่เราควบคุมหรือ Input-Output ยังไงก็ได้ เราจะโชว์อะไรของเราก็ได้ นอกจากโปรไฟล์หรือประสบการณ์การทำงานที่เราตั้งใจเขียนอย่างดีแล้ว เราก็อยากแนะนำให้ Active กันสักหน่อยค่ะ อย่างเรามีช่วงนึงที่เราเข้า Linkedin as a Social Media เลย (เข้าบ่อยกว่า Facebook อีก)
เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการแชร์โพสต์ที่เราชอบหรือสนใจก็ได้ จะแค่แชร์เฉยๆ หรืออยากแชร์ด้วยการพิมพ์มุมมองความคิดของเราเพิ่มไปด้วยก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก (เพิ่ม Engagement สุดๆ) หรือถ้าอยากเริ่ดไปกว่านั้น เราก็แนะนำให้เขียน original content ของตัวเองได้เลย จะไทยหรืออังกฤษก็แล้วแต่สะดวก ส่วนตัวเราเองจะเขียนเป็นอังกฤษไว้แล้วโยนให้ AI ช่วย Correct Grammar ปรับคำ ปรับโทนอีกที (ปกติเราใช้ Gemini เพราะเราว่ามันฉลาดกว่าเจ้าอื่น มันจะมีบอกเสมอว่าที่ปรับรูปประโยคเป็นแบบนี้เพราะอะไร เหมือนเราก็ได้เรียนเรื่องภาษาไปในตัว)

นอกจากนี้เราว่า LinkedIn คือ Safe Space ที่เราสามารถ Connect กับคนอื่นๆ ได้แบบไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ คือนึกภาพถ้าเรากด add C-level คนนึงบน Facebook ทั้งที่เราไม่รู้จักกันมาก่อน มันก็จะรู้สึก awkward นิดๆ ใช่ไหม
แต่กลับกันถ้าเราได้ Connect C-level คนนี้บน LinkedIn เรารู้สึกว่ามันง่ายกว่ามากๆ เพราะ Context ของ LinkedIn มันเป็นเรื่องงานอยู่แล้ว เราเลยไม่ได้รู้สึกข้ามเส้นที่จะได้ connect กัน บนแพลตฟอร์มนี้
เราเคยทัก Software Engineer ชาวต่างชาติคนนึงไป เพราะเราได้ฟังเค้าใน Podcast นึงแล้วชอบมากกกกก เขาเป็นสาย Creative Coding ที่เราสนใจด้วย ก็เลยทักเค้าไปชมว่าที่พูดใน Podcast Episode นี้ดีจัง เราเข้าไปส่องเว็บไซต์คุณก็ชอบงานคุณมาก ขอบคุณที่มาแชร์ประสบการณ์นะ Inspire เรามากๆ แล้วเขาก็ตอบกลับเรามาแบบน่ารักที่สุด ทั้งแนะนำและ supportive ในเรื่องงานของเรา สำหรับเราการ reach หาคนมันไม่ได้ยากบนแพลตฟอร์มนี้เลยอ่ะ อยากให้ทุกคนลองดู แล้วเราจะพบเจอคนน่าสนใจที่เราจะได้ทำความรู้จัก ได้เรียนรู้จากเขา และเขาก็พร้อมที่จะแบ่งปันความรู้ให้เราอีกหลายคนเลย


#4 – Connect with Recruiters : ทำความรู้จักกับ Recruiter เข้าไว้
นอกจากคนในสายงานที่เราอยาก Connect ด้วยแล้ว ก็ยังมี Recruiter คนที่เป็นเสมือนรัฐมนตรีกระทรวงแห่งความหวังสำหรับมนุษย์ทำงานอย่างพวกเรา ที่คิดว่าควรจะทำความรู้จักไว้เช่นกัน จริงๆ ส่วนใหญ่ Recruiter จะเข้าหาก่อน เพราะหน้าที่ของเขาคือ การหาและจับคู่คนที่เหมาะสมที่สุดกับงานที่เหมาะสมที่สุด
ไม่รู้ว่าทุกคนมีท่าทีกับ Recruiter ยังไง แต่เราไม่แนะนำให้ Ignore นะ ถ้าเราไม่ได้สนใจงานก็ปฏิเสธแบบสุภาพได้ ยังไงการ Keep Connect กันไว้ก็ดีกว่า เพราะเราไม่รู้หรอกว่าใครจะเป็นคนหยิบยื่นโอกาสหน้าที่การงานในฝันให้เราในอนาคต

อย่างเราเองก็มี Connect ไว้เช่นกัน มีฝาก CV ไว้ที่ Recruiter บางคน บางครั้งถ้าเขามีงานที่ตรงกับความสามารถของเรา เขาก็จะทักเรามา แล้วข้อดีคือ Recruiter เขาสกรีนงานมาให้เราระดับนึงแล้ว แถมบางคนเขาสามารถช่วยเราต่อรองเงินเดือน หรือ สวัสดิการที่เราอยากได้จากบริษัท โดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยดีลเรื่องพวกนี้เอง
#5 – Expand Your Reach : หมั่นขยับ เพื่อขยาย
ทั้ง 4 ข้อที่พูดถึงก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่เป็นอะไรที่เราต้องทำกันบนหน้าจอคอม จอมือถือหมดเลยเนอะ
ข้อนี้เราเลยอยากให้ทุกคนพักจากจอ แล้วออกไปใช้ชีวิตในโลกความจริงกันบ้าง โลกที่ได้เจอกันแบบ Face to face ลองพาตัวเองไปอีเวนต์ ไปเข้าร่วม Community หรือทำความรู้จักคนใหม่ๆ ในสายงานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น PM Community ที่เรารู้จัก งาน Networking, meet up ต่างๆ หรืองานมีสาระแบบ Panel Discussion, Seminar ถ้าหัวข้อตรงกับความสนใจของเรา เราก็แนะนำให้ไปนะ เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ Connect กับผู้คนในสายงาน เพื่อเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับเรา
เราเองก็เป็น Core team คนนึงของ PM Corner Thailand (อยู่ฝั่ง Activities) จะบอกว่าตลอดปีที่ผ่านมาที่เราได้พาตัวเองเข้ามา Contribute กับที่นี่ มันทำให้เรารู้สึกว่า เออ เราก็ทำอะไรได้เยอะเลยนี่นา เราก็พอจะลีดคนได้ สร้างสรรค์กิจกรรมให้เกิดขึ้นมาได้ แล้วมันมีประโยชน์กับคนอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้เราได้พบเจอผู้คนในสายงานเดียวกันเยอะมาก ได้มีคนแลกเปลี่ยนทั้งเรื่องที่อยากเรียนรู้ หรือ ได้แชร์ความเจ็บปวดที่เจอจากงานร่วมกัน การได้เป็นส่วนหนึ่งของ PM Corner เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ รู้สึกขอบคุณ Community นี้มาตลอด คือเราคิดว่ามันช่วยให้เราเห็นภาพชัดมากขึ้นด้วยว่า เราเองก็ passionate กับงานสายนี้นะ เราพร้อมไปกับมันจริงๆ

ที่สำคัญคือ เราเอาสิ่งนี้ไปเล่าตอนสัมภาษณ์งานที่ปัจจุบันด้วยนะ เราว่ามันทำให้ผู้สัมภาษณ์เห็นอะไรบางอย่างในตัวเรา จำได้ว่าน้องในทีม People มาบอกเราทีหลังตอนเราเข้ามาทำงานแล้วว่า หลังจากที่สัมภาษณ์เราเสร็จ ทั้งพี่ทีมลีด หรือ Founder (สัมภาษณ์กัน 3-4 รอบ) ทุกคนต่างบอกว่า ‘คุยกับส้มแล้วรู้สึกมีพลัง’ เป็นคน energetic, active อะไรประมาณนั้น
#6 – Go Beyond the 9-to-5: ลองหาอะไรทำนอกจากงานประจำ
จริงๆ ทำแค่ข้อ 1-5 ก็ปังละเราว่า แต่ถ้ายังมีแรง และเป็นคนชอบหาทำ เราแนะนำให้ทำข้อนี้ด้วย
คือ เราไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะ PM ของเราโดยจำกัดที่แค่งานประจำอย่างเดียว เราสามารถไปทำโปรเจคนอกเวลาอื่นๆ ได้ ไป Contribute กับคนอื่นๆ ที่สนใจเรื่องเดียวกับเราก็ได้ อย่างเราเองเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา ที่ทำทั้งงานประจำ และ รันกิจกรรมใน PM Corner Community และเราก็ไปเข้าร่วมกับ Thai Gov Design Community ด้วย
Thai Gov Design เป็น Community ที่รวมคนที่อยากใช้ทักษะ User Experience Design มาช่วยแก้ไขปัญหาสังคม โดยเน้นไปที่บริการภาครัฐ ปีที่แล้วกับคอมมูนี้เราก็ได้ทำอะไรเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น
- Service Design Workshop กับคนที่สนใจเรื่อง Waste policy management เหมือนกัน
- เป็น Moderator ชวนคนในวงการมาพูดคุยประเด็นต่างๆ เช่น เราจะใช้ User Journey มาช่วยสร้างบริการภาครัฐให้ดีขึ้นได้อย่างไร?
- Design Challenge ที่ลากยาวหลายเดือนอย่าง “ทำอย่างไรให้ชาว กทม. สามารถมีส่วนร่วมในการแจ้งและแก้ไขปัญหาของเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” โดยใช้ UX Design เข้ามามีส่วนช่วยในการเข้าใจกลุ่มผู้ใช้งาน ปัญหาที่พบเจออยู่ในปัจจุบัน และ ร่วมกันคิดแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้น
ของกลุ่มเราเลือกทำประเด็นปัญหา Waste Management ในกรุงเทพฯ ซึ่งโปรเจคนี้ก็ได้ Brainstorm ร่วมกันจริงๆ กับทีม Traffy Fondue และทีมงาน กทม. ได้ไปพูดคุยกับคนที่ทำงานภาครัฐ คนที่ใช้บริการภาครัฐอย่างจริงจัง คือการได้เห็นความเป็นไปได้ว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อทำให้บ้านเมืองดีขึ้น เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ใจฟูมากๆ จริงๆ (กรุณาอ่านด้วยน้ำเสียงพี่จอง) เพราะเราอินเรื่อง Urban Development อยู่แล้ว

นอกจากนี้ก็ยังมี PM Roundtable ที่เป็นเหมือน PM Short Course เป็น Case-based Learning ได้ทำเคสกับเพื่อนที่เป็น PM กันที่ทำงานอยู่ในบริษัทต่างๆ ทั้งคอร์สจะมี 2 เคสที่เราจะได้ทำ โดยเลือกจากสิ่งที่ทุกคน agree ว่าอยากเรียนเรื่องนี้ด้วยกัน เช่น ตอนเราได้ทำ Product Case หัวข้อ Product Roadmap และ Product Metrics เป็นเรื่องที่ยากสำหรับเรา แต่ยิ่งยากยิ่งอยากเรียนรู้ เพราะจะได้พัฒนาตัวเองเรื่องนี้ เป็นกิจกรรมที่เหนื่อย ใช้หัวสมองสุดๆ แต่ก็อิ่มใจมากๆ มันคือ Learning by Doing ที่เราว่าเป็น Learning Method ที่ทำให้เราได้เรียนรู้จริงๆ นอกจากนี้แต่ละเคสก็มี Mentor เป็นพี่ๆ สาย Product ในวงการมาช่วยคอมเมนต์ ให้ความรู้ด้วย เป็นอีก session ที่ดีมากในปีที่ผ่านมาของเรา (ผู้จัดก็คือ PM เซป และ PM พี่ก้องนั่นเอง รอติดตามรอบถัดๆ ไปได้เลย)

นี่อาจเป็นแค่ตัวอย่างส่วนหนึ่ง แต่ทั้งหมดนี้คือเราอยากให้เห็นว่า สิ่งที่เราไปทำนอกจากงานประจำมันคือการแสดงให้เห็นถึง passion ในเรื่องที่เราสนใจ รวมถึงความสามารถในการปรับตัว ยืดหยุ่นของเรา การปรับใช้ทักษะ PM ของเราที่ไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองอยู่แค่ในงานประจำอย่างเดียว
เราว่ามันทำให้เราได้เรียนรู้มากขึ้น ได้เปิดโลกมากขึ้น ถ้าใครอยากทำข้อนี้ เราแนะนำให้มี Time management ดีๆ นะ Prioritize สิ่งที่เราอยากทำจริงๆ อะไรกันแน่ที่ On purpose & Value คอยสำรวจพลังงานของตัวเองบ่อยๆ ไม่งั้นจากที่จะปัง อาจกลายเป็นร่างพังก็ได้จ้ะ
สุดท้ายนี้
จบไปแล้วกับเคล็ดลับทั้ง 6 ข้อ แต่ไม่จำเป็นต้องทำทุกข้อก็ได้ค่ะ คิดว่าตัวเองถนัดแบบไหนก็ลองหยิบไปประยุกต์ใช้กับตัวเองได้เลย ขอให้ทุกคนไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย (เกินไป) กับการหางานที่ตัวเองอยากทำ ขอให้ได้พบงานที่เหมาะสม ตอบโจทย์ ตอบคุณค่าของตัวเอง เป็นกำลังใจให้ค่ะ 🙂
จะเล่าเรื่องตลกทิ้งท้ายคือ ตอนที่เราโพสคอนเทนต์นี้ไปใน LinkedIn ก็มี Recruiter คนนึงที่เรายังไม่ได้ตอบแชท ทักมาด้วยข้อความตามรูปที่แปะด้านล่างนี้

คือฟีลมาชม แต่จริงๆ แกมาทวงคำตอบค่ะคุณน้า (ฮ่าๆๆ) และนี่คือตัวอย่างการมีคนเอางานมาเสิร์ฟให้ถึงที่ที่เราพูดถึงในข้อ Activate Your LinkedIn Superpower นั่นเอง
สามารถติดตาม Original Content ได้ที่ 👇
https://www.linkedin.com/posts/kanyarat-suwannasuk_pm-productmanager-career-activity-7160629625713225728-F2j9?utm_source=share&utm_medium=member_desktop
และหากคุณชอบคอนเทนต์นี้ และอยากฟังเรื่องราวจาก Product People คนอื่น ๆ เพิ่มเติม อย่าลืมกดติดตาม PM Corner ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้ได้เลย
- Facebook Page: PM Corner Thailand
- Website: PM Corner
- Youtube: https://www.youtube.com/@pmcornerthailand (สำหรับรับชม live ย้อนหลัง)