แชร์ประสบการณ์การย้ายสายเป็น Product Manager จากอดีต Software Developer

Twitter
LinkedIn
Facebook

สวัสดีค่ะ เราคืออดีต Frontend Developer ที่ตอนนี้ได้กลายมาเป็น Product Manager แล้ว เราคิดว่ายังมีเพื่อนๆ หลายคนที่อยากย้ายสายงานมาทำอาชีพ Product Manager เหมือนกัน เราเลยคิดว่าประสบการณ์การย้ายสายงานของเราน่าจะเป็นประโยชน์กับใครหลายๆ คน วันนี้เลยขอมาแชร์ว่าการย้ายสายงานของเราทำยังไงบ้าง เตรียมตัวอะไรบ้างค่ะ 





career-change-product-manager




Background คร่าวๆ เกี่ยวกับผู้เขียน

ผู้เขียนเรียนจบวิทย์คอมมาค่ะ ตอนเรียนเราได้มีโอกาสเข้าโครงการสหกิจฯ และได้มีโอกาสไปฝึกงานที่โรงงานผลิตท่อพลาสติกในเครือของบริษัท SCG โดยงานที่เราได้รับมอบหมายให้ทำคือการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้กับโรงงานค่ะ

พอฝึกงานเสร็จ เราทำงานเป็น  IT Analyst ที่บริษัท SCG Chemical ประมาณ 3 ปี และเป็น Senior Frontend Developer ที่ Ascend 1 ปี ก่อนที่จะย้ายสายงานมาเป็น Product Manager ค่ะ

หลังจากเล่า background คร่าวๆ ไปแล้ว เรามาเข้าเรื่องการเตรียมตัวเพื่อย้ายสายงานกันดีกว่าค่ะ























#1 – เตรียมตัวก่อนย้ายสายงาน





ปักหมุดหมายให้ชัดเจน





ขั้นตอนแรกของเรา คือการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนก่อน

  • เราเห็นภาพตัวเองโตไปทำงานประมาณไหน?
  • เราสนใจ industry อะไร?
  • เราอยากทำงานในองค์กรใหญ่หรือ startup?




สิ่งเหล่านี้จะตอบคำถามที่สำคัญของตัวเองได้ว่า เพราะอะไรเราถึงอยากย้ายสายงาน เมื่อตอบคำถามข้อนี้ได้แล้ว เป้าหมายเราก็จะเริ่มชัดเจนมากขึ้น 

ตอนนี้เมื่อเราได้ภาพคร่าวๆ ในหัวแล้ว ก็ค่อยๆ drill down ลงมาถึงแผนการที่เราจะไปถึงจุดหมายนั้นได้

ช่วงนี้ต้องใช้การวิเคราะห์สักหน่อยว่าการย้ายไปทำงานใหม่ของเรานั้น
จำเป็นต้องใช้สกิลหรือประสบการณ์อะไรบ้าง?
แล้วสิ่งไหนที่เรามี สิ่งที่ไหนที่เรายังขาดอยู่?

จุดที่เรามีและทำได้ดีนับเป็นจุดแข็งของเราค่ะ อย่างสาย Developer เองก็คือ “Technical Skill” ส่วนจุดที่เรายังขาดอยู่ เราก็สามารถเริ่มวางแผนเพื่อเตรียมตัวหาสกิลเหล่านั้นมาเติมเต็มค่ะ 

สำหรับการย้ายสายงาน เรามองว่าการมีความเข้าใจในตัวเองนั้นสำคัญค่ะ เพราะในการรู้ความต้องการของเรา การรู้จักจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเอง เราสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นข้อมูลเพื่อเอามาวางแผน path of career มาวางแผนการเตรียมตัวเพื่อย้ายงานของเราได้

โดยเฉพาะในช่วงที่ทำการย้ายสายงาน การที่เราเลือกงานที่สามารถใช้จุดแข็งของเรามาเป็นข้อได้เปรียบได้ ก็ยิ่งมีโอกาสสูงที่จะได้งานค่ะ





เดินหน้าตามแผนที่วางไว้ เรียนรู้งานจากหลายๆ Role





หลังจากที่เราได้แผนคร่าวๆ ของตัวเองมาแล้ว บางครั้งเราอาจจะยังไม่สามารถย้ายสายงานได้ทันที เพราะยังขาดสกิลหรือประสบการณ์บางอย่างที่จำเป็น ซึ่งแต่ละคนก็จะมีสิ่งที่ตัวเองต้องไปเติมแตกต่างกันไป

ยกตัวอย่างของเรา จะยังขาดเรื่องของความเข้าใจและการบริหารภาพรวมของ Product

เราเลยเริ่มจากการเป็น Observer ติดสอยห้อยตามพี่ๆ  PM ที่ทำงานด้วยเพื่อไปดูการทำงาน ขออาสาช่วยงานบ้าง เริ่มจาก Task งานเล็กๆ หรือกับ Project ที่ไม่ได้ Scale ใหญ่มาก พอทำได้ ก็ขยาย Scope ของงานออกไปเรื่อยๆ 

โดยเพื่อนๆ สามารถขอโอกาสให้ตัวเองได้ลองเข้าไป Gather requirement กับลูกค้า, เขียน Requirement specification, ช่วยออกแบบหน้าตา UI หรือ เขียน Test case scenario ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราเองก็ได้ขอโอกาสเข้าไปทำมาค่ะ รวมทั้งเราเขียนโค้ดไปด้วย (เพราะเราเป็น Dev อ่าเนาะ 555+)





ซึ่งในตอนที่เขียนโค้ด เราก็ลองนั่งทบทวน Requirement ที่ Product Manager ส่งมาให้ด้วย ว่ามีความสอดคล้องกับ Direction ของ Product มากน้อยแค่ไหน แล้วก็เอาไปลอง Discuss กับทีม ทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มประสบการณ์ในด้าน Product ให้กับเรามากๆ 




จริงๆ แล้ว สำหรับเรา เราคิดว่างาน PM สามารถหาสกิลและประสบการณ์จากงานรอบๆ ตัวจากทุกๆ  ตำแหน่งได้เลย เพราะทุกๆ งานและทุกๆ ตำแหน่งก็ต่างมีความสำคัญและมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้าง Product ให้ออกมาดี รวมถึง PM ที่เก่งในความคิดเราต้องมีความรู้และประสบการณ์ในทักษะในหลายๆ ด้านค่ะ














#2 – เริ่มหางาน Product Manager 





มองหางานที่ตอบโจทย์กับตัวเอง





เมื่อเรามีสกิลและประสบการณ์ที่ตรงกับความต้องการของ Product Manager แล้ว ก็ได้เวลาหางานกันค่ะ

โดยหลักการในการย้ายสายงานของเราอันดับแรก เราจะเลือกพิจารณาจากงานที่ตรงกับความต้องการของเราก่อน

งานที่เรามีความสุขที่จะได้เรียนรู้ งานที่จะส่งเสริมกับ Career Path ของเรา ช่วยพัฒนาสกิล หรือให้ประสบการณ์อะไรบางอย่างที่เราสามารถนำไปต่อยอดสู่ End Goal ที่เราต้องการได้

จากนั้นก็จะเริ่มพิจารณาว่าประสบการณ์ของเราที่มีมาตรงกับ Qualifacation ของงานมากน้อยแค่ไหน ถ้าเลือกงานที่ค่อนข้างตรงกับสิ่งที่เคยทำมา ก็ค่อนข้างมีโอกาสที่จะถูกพิจารณาค่ะ 





หาจุดเชื่อมโยงของงานกับประสบการณ์ของเรา





สิ่งที่เราทำแล้วคิดว่าอยากแนะนำเพื่อนๆ คือการอ่านเอกสารรับสมัครงานให้ละเอียดค่ะ โดยเฉพาะ Qualification

ตรงนี้ให้เราพยายามหาจุดเชื่อมโยงของประสบการณ์ที่เรามีมากับสิ่งที่บริษัทกำลังมองหา บางครั้งมันอาจจะไม่ได้ตรงกันเป๊ะๆ แต่ก็มี common area บางส่วนอยู่ 

ยกตัวอย่างเช่น
สมมติว่าในใบรับสมัครงานเขียนไว้ว่า ต้องการหาคนที่สามารถ “Manage projects from start to finish, ensure timely project execution and completion, prepare project reports including status reports and dashboards, and present them to senior management.” 

ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่เคยบริหาร Project ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ แต่ถ้าลองมองดีๆ เราเองก็อาจมีประสบการณ์ที่ตรงกับ Qualification บางจุดได้ เช่น

  • เราเคยมีส่วนร่วมในการช่วยผลักดันให้ Project จบได้ภายในเวลาที่กำหนด
  • เราเคยทำสรุป Progress ของงานหรือทำ Report เพื่อมานำเสนอแก่หัวหน้า




ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นก็ถือเป็นประสบการณ์ที่เรามีและตรงกับความต้องการของใบรับสมัครงานนี้เช่นกัน





การเขียนเรซูเม่เป็นด่านแรก เหมือนหน้าปกของหนังสือ





มาถึง part ของการเขียนเรซูเม่แล้ว

Part นี้เราว่าสำคัญมากๆ ค่ะ เพราะเรซูเม่เป็นประตูด่านแรกที่จะเปิดให้เราได้มีโอกาสเข้าใกล้งานในฝันของเรามากขึ้น ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ จะทำอย่างไรให้เรซูเม่ของเรายังคงถูกพิจารณาแม้ว่าเราไม่เคยทำงานใน Role นี้มาก่อน 

อย่างที่เกริ่นมาตั้งแต่ต้นว่าประสบการณ์ที่ตรงกับสิ่งที่งานนั้นๆ มองหา รวมถึงทัศนคติที่ดีนั้นมีผลต่อการได้งานเป็นอย่างมาก แต่หากเรามีสิ่งเหล่านี้แล้วก็จริง แต่ไม่มีวิธีการนำเสนอออกมาให้ดีพอ ก็อาจทำให้บริษัทไม่มีโอกาสได้เห็นศักยภาพของเรา

ทริคของเราคือ การปรับเนื้อหาของเรซูเม่ให้เหมาะสำหรับงานแต่ละงาน แน่นอนว่าอาจมีบาง Part ที่ Fix ไว้แบบเดิมได้ เช่น ข้อมูลส่วนตัว แต่จุดที่เราชอบ Customize ก็คือส่วนของประวัติการทำงานหรืองานที่เคยได้ทำมาค่ะ

เรามองว่าส่วนตรงนี้ ไม่จำเป็นต้องเล่าทุกชิ้นงานที่เคยทำมา แต่ให้เลือกงานที่เคยทำแล้วมีมุมมองที่น่าสนใจสอดคล้องไปกับสิ่งที่บริษัทกำลังมองหา

อย่าลืมว่าสิ่งที่เราใส่เข้าไปในเรซูเม่ก็คือด้านที่เราอยากจะ Present ออกไปให้เค้าได้รับรู้ถึงสิ่งที่เราเคยทำมา เป็นส่วนที่จะทำให้เราได้ไปต่อในรอบสัมภาษณ์ค่ะ









เตรียมตัวสัมภาษณ์ให้ได้งาน Product Manager





สำหรับเรา เราจะเริ่มจากทำการบ้านเรื่องบริษัทที่เราไปสมัครและ Role ก่อนค่ะ ซึ่ง Role ในที่นี้ก็คือ Product Manager

ถึงตรงนี้ อยากอธิบายก่อนว่าการทำงานของ PM ในแต่ละบริษัทก็อาจจะแตกต่างกันไป

ถ้ามองกว้างๆ ก็อย่างเช่น การเป็น PM ในองค์กรขนาดใหญ่กับ Startup ก็อาจจะมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างกัน ในเรื่องของ Scope งาน, Process & System ที่องค์กรขนาดใหญ่อาจมีระบบที่วางมาไว้แล้ว แต่ Startup อาจยังไม่ชัดเจน มีอะไรให้ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด หรือ Risk ที่รับได้ในแต่ละบริษัท (ยิ่งบริษัทใหญ่ขึ้น Stakeholder ก็จะยิ่งมากขึ้น)

ตรงนี้ทำให้เราสามารถเข้าใจ Expectation ของแต่ละบริษัทได้ชัดเจนและเตรียมตัวไปได้ดีมากยิ่งขึ้นค่ะ

เมื่อเริ่มสัมภาษณ์ ใน Part ของการแนะนำตัว เราคิดว่าสิ่งที่เพื่อนๆ เลือกมาเล่าใน part นี้จะเป็นตัว lead conversation ไปสู่คำถามต่างๆ รวมถึงความสนใจที่ผู้สัมภาษณ์มีให้เราได้ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้จึงสำคัญเหมือนกันที่เราต้องเลือกเล่าสิ่งที่เป็นจุดแข็งของเรา โชว์ความ Authentic รวมทั้งตรงกับสิ่งที่บริษัทกำลังมองหาด้วย

ซึ่งจริงๆ ก็แอบคล้ายกับตอนที่เราเตรียมมาในเรซูเม่ ที่จะต้องมีการ Customize ไปตามแต่ละที่ที่เราไปสัมภาษณ์ เราไม่สามารถตอบคำตอบหรือการเล่าเรื่องแบบเดียวกันทุกที่ ไม่มี Fit for all 

พอมาถึง part ถาม-ตอบ จริงๆ ที่เพื่อนๆ อาจมีความตื่นเต้น สำหรับเราจะใช้เทคนิค “คุยกับพี่คนนึง” ให้เรามองว่าวันนี้เรามาพูดคุยแลกเปลี่ยน แชร์เรื่องราวของเราเองให้พี่ๆ กลุ่มนึงฟัง ไม่ต้องมองว่านี่คือการสัมภาษณ์งาน เพราะจะทำให้เรากดดันและตอบออกมาได้ไม่เป็นธรรมชาติ

สำหรับเรื่องนี้เราว่าความมั่นใจสำคัญมากๆ ซึ่งการได้มาซึ่งความมั่นใจก็คือการเตรียมตัวทำการบ้านเรื่องการตอบคำถามมาก่อน ซึ่งคำถามก็มักจะเป็นอะไรที่เดาๆ ได้ ยิ่งโดยเฉพาะกับการย้ายสายงาน ก็มักจะมีชุดคำถามที่แอบเดาๆ และเตรียมไปได้ก่อน 

เคล็ดลับสุดท้ายระหว่างสัมภาษณ์ก็แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ มั่นใจเข้าไว้ และตอบคำถามด้วยทัศนคติที่ดีตลอด จำไว้ว่าไม่ใช่แค่งานเลือกเรา แต่เราก็มีสิทธิ์ในการเลือกงานเหมือนกัน 🙂










#Key Takeaway





ทริคเล็กๆ น้อยๆ ในการเตรียมตัวเพื่อย้ายสายงาน สิ่งที่เราคิดว่าสำคัญมากๆ ก็คือ

  • การรู้จักและเข้าใจความต้องการของตัวเอง เพื่อให้เราเห็นเป้าหมายที่ชัดเจน
  • ตามหาประสบการณ์ของเราที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่บริษัทนั้นๆ มองหา
  • ประสบการณ์ของการเป็น Product Manager สามารถหาได้จากการมอบโอกาสให้ตัวเองได้เข้าไปทำงานที่หลากหลาย รวมทั้งสามารถเรียนรู้ได้จากทุกๆ role เพราะทุกๆ role ก็คือคนพัฒนา product
  • Mindset ที่ดี ที่อยากเรียนรู้และพัฒนาตัวเองต่อไป จนบางทีสามารถส่งออกมาให้คนภายนอกสัมผัสได้ถึงความตั้งใจและ Passion ของเรา
  • การเตรียมตัว ทำการบ้าน สามารถโชว์ความตั้งใจและความรับผิดชอบของเราได้
  • มั่นใจในตัวเองเข้าไว้ การไม่ได้งานนี้ ไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่ง แค่เราไม่แมทช์กัน แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีบริษัทที่แมทช์กับเราเลย บางที่บริษัทที่ใช่อาจจะกำลังรอเราอยู่ 🙂









และหากคุณชอบคอนเทนต์นี้ และอยากฟังเรื่องราวจาก Product People คนอื่น ๆ เพิ่มเติม อย่าลืมกดติดตาม PM Corner ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้ได้เลย 

Twitter
LinkedIn
Facebook
Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments
SUBSCRIBE FOR UPDATE

Join our community and start growing together